|
วงจรขยายสัญญาณขนาดเล็กคืออะไร?
เมื่อพูดถึงวงจรขยายสัญญาณขนาดเล็ก
หลายคนก๊คงเข้าใจแล้วว่ามันหมายถึงวงจรขยายสัญญาณที่
แรงดันทางด้านเข้านั้นมีแรงดันต่ำ
สาเหตุที่เรามีการพูดถึงกันมากในเรื่องของวงจรขยายสัญญาณขนาดเล็ก
กับวงจรขยายที่ใช้ทรานซิสเตอร์อยู่เสมอคือ
โดยปรกติแล้วในวงจรขยายทั่วไปทางความเป็นจริงนั้นการขยายของมันจะไม่เป็นลักษณะของเชิงเส้น
แต่ถ้าหากสัญญาณที่ขนาดนั้นเป็นสัญญาณยิ่งมีขนาดที่เล็กเท่าไดแล้ว
ลักษณะของการไม่เป็นเชิงเส้นนั้นก๊จะยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ
จนเราสามารถประมาณการทำงานไห้มันมีลักษณะที่เป็นเส้นตรงได้
โดยสัญญาณขนาดเล็กที่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยังสามารถไห้ทำงานแบบเส้นตรงได้ก๊ประมาณถึงสัญญาณ
input
ที่มีขนาดไม่เกิน
20mVpp และวงจรขยายสัญญาณขนาดเล็กจะต้องทำการจัดไบอัสไฟตรงไห้กับวงจรทรานซีสเตอร์ด้วยตลอดเวลา
เราจะมาลองดูวงจรขยายสัญญาณขนาดเล็กวงจรหนึ่ง
ที่เราเรียกกันว่าวงจรขยาย
class A นั่นเอง
วงจรขยาย
classA
เป็นวงจรที่มีความเป็น
linear
และใช้กับการขนาดสัญญาณ
input
ที่มีขนาดต่ำ
ดังนั้นมันจึงเป็นวงจรขยายที่
ให้สัญญาณ output
ออกมาเหมือนกับสัญญาณ
input มากที่สุด
แต่เมื่อมันใช้กับสัญญาณที่มีขนาดเล็ก
ดังนั้น
ขนาดของอัตราการขยายของมันก๊จะต่ำที่สุดในบรรดาวงจรขยาย
class อื่นๆ
มักจะถูกนำไปใช้งานในวงจรขยายที่ต้องการ
output ออกมาเหมือน
input มากที่สุด
พื้นฐานการออกแบบวงจรขยาย
classA
ในที่นี่สมมุติว่าเราใช้
transistor เบอร์ 2N2222A
ซึ่งเป็นเบอร์ที่เรารู้จักกันดี
คุณสมบัติของมันที่เราต้องคำนึงถึงคือ
1. Id -
เป็นทรานซิสเตอร์แบบ
NPN silicon
2. Pd - 0.5W
หมายถึงมันไห้กำลังสูงสุดไดั
500mW
3. Vce - 40V
หมายถึงการใช้งานเราจะต้องใช้
dc supply
ที่จ่ายไห้ไม่เกิน
50% คือ 20V
4. Ic - 0.8A
หมายถึงกระแสที่
collector
จะต้องไม่เกิน
800 mA.
5. Hfe - 100 @ Ic of 150 mA
อัตราการขยายของทรานซิสเตอร์ตัวนี้คือ
100 เท่า
6. Ft - 300 Mhz
หมายถึงเมื่อมันถูกนำไปขนาดที่สัญญาณ
input ถึง 300 Mhz
อัตราการขยาย
Hfe จะลดลง 1
เท่า
7. Case - TO-18
คือชนิดของ
package
กฎข้อที่
1
อย่าเชื่อถือในเรื่องของ
spec ที่เป็น datasheet
ทั้งหมดเพราะเป็น
spec
ที่เกิดจากทางวิชาการ
แต่ทางปฎิบัติแล้วค่าต่างๆอาจจะไม่เป็นไปตาม
spec
นั้นเช่นในเรื่อง
Hfe แล้ว 2N2222A
บางตัวอาจจะมี
gain
ที่แตกต่างกันไป
จาก 60-170 เท่า
สำหรับสัญลักษณ์
2|N2222A
มีลักษณะดังรูป

กฎข้อที่
2
อย่ากลับขาของ
transistor
เป็นอันขาด
และสำหรับวงจร
Class A
ของเรานั้น
เราจะใช้วงจรที่มีลักษณะดังรูป
ซึ่งการวิเคราหะวงจร
ทรานซิสเตอร์ก๊จะมีสองแบบคือ
วงจร DC และ AC Model
และ AC
อย่างเดียว

สิ่งที่เราจะต้องทำเป็นอันดับแรกก๊คือการจัด
biasทางด้านDC ซึ่งการจัดการไบอัสสำหรับ
Class A
ก๊คือต้องทำไห้
แรงดันระหว่างรอยต่อ
เบสและอิมิตเตอร์(Vbe)มีแรงดัน
ประมาณ 0.65
ถึง 0.7V(สำหรับชนิด
Silicon)
และวงจรสำหรับการคิดแบบ
dc
นั้น ตรงสว่นที่เป็น
capacitor
นั้นจะไม่ถูกนำมาคิดเพราะจะไม่มีผลกับไฟ
DC ดังรูป

จากรูปเราใช้แรงดัน
DC ที่เป็น supply
คือ 12V เราสามารถนำควณค่าของ
R1 และ R2 คือ
[R2/(R1 + R2)] * 12V =
แรงดันที่ขาเบส-กราวด์(Vb)
ถ้าหากเราใช้
82K for R1 และ 39K for R2
จะได้แรงดันที่เบสคือ
[39K/(82K + 39K)] * 12V = 3.87V
(d.c.)
และจะได้กระแสืที่ไหลผ่าน
R1 คือ
Ib = 12/ (R1 + R2) = 0.1 mA (rounding up slightly)
กระแสที่ไหลผ่าน
อีมิตเตอร์
ควรจะมากกว่า
base currentอยู่มากกว่าb
ase current อยู่ 5-10
เท่าในที่นี้เลือกค่
ากลางคือ 7 ดังนั้นกระแส
ie คือ 0.7mA
จากที่บอกว่าแรงดันที่
baseจะต้องมากกว่าแรงดันที่
emitter ประมาณ 0.65V .
จากการออกแบบที่เราได้แรงดันที่
base 3.87V
ดังนั้นแรงดันที่
emitter จะเป็น (3.87 - 0.65) = 3.22V.
และกระแสที่ไหลผ่าน
emitter คือ 0.7 mA
ดังนั้นจะต
้องใช้ R3 เท่ากับ
Re = 3.22/.0007A = 4600 ohms
ค่า 4600
อาจจะไม่มีขายในตลาดเราสามารถไปหาค่ามาตรฐานที่ใกล้เคียงคือ
4K7 ได้
ค่าของ R4
ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็น
load resistance บางครั้ง R4
อาจจะแทนที่ด้วย
choke หรือ tranformer
หรือ resonant circuit

เราจะไห้กระที่
emitter(ie)และกระแสที่Collecter(ic)มีค่าเท่ากัน
ดังนั้นเราจะได้
แรงดัน
Emitter =Vcc - (Ic * RL)
3.22=Vcc - (Ic * RL)
3.22=
12V - (0.0007A * R4)
เราจะได้ค่าของ
resirtor R4 คือ 6800 ohm
ต่อไปสิ่งที่เราต้องทำการคำนวนต่อไปก๊คือ
ค่าของ capacitance
ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับในเรื่องของการ
coupling สัญญาณทาง
AC
และมันจะไม่ยอมไห้แรงดันไฟที่เป็น
DC
ผ่านเข้าไปได้
โดยใช้ C1 coupling
สัญญาณทางด้านเข้าและ
C3 coupling
ทางด้านออก
ในส่วนนี้เราจะไม่ทำการคำนวณเพียงแต่เลือกค่าที่เหมาะสมที่สุดจากการทดลอง
ในที่นี้เราเลือกใช้ค่า
0.82uF
ซึ่งจะมีค่าของ
impedance 650ohm ที่ 300Hz( Xc=1/(2*3.14*f*C) และมีค่า
65 ohm ที่ 3000Hz
สิ่งที่ต้องคำนึงคือ
ค่าของXc
จะต้องมีค่าต่ำๆเพื่อที่สัญญาณจะได้สามารถผ่านได้อย่างสะดวก
ถ้าเลือกใช้งานชนิดของ
c แบบ electrolysis
ก๊จะต้องต่อขั้วให้ถูกต้อง
C2 เป็น capacitor
ที่เราต่อซึ่งเราเรียกว่า
Emitter degenerate
ซึ่งถ้าคิดทางด้าน
AC
แล้วมันจะเป็น
ตัวที่เพื่อมอัตราการขยายไห้สูงขึ้นได้
C
ตัวสุดท้ายคือที่ต่อกับ
Vcc ลงground
สามารถที่จะใช้ค่า
เดียวกันได้ทั้งหมดและตัวสุดท้ายคือ
R5
ซึ่งต่อกับ
supply
ควรใช้ค่าต่ำๆในที่นี้ใช้
33ohm
|